5 วิธีเลือกบริการ Fulfillment ให้เหมาะกับธุรกิจออนไลน์ของคุณ
5 วิธีเลือกบริการ Fulfillment ให้เหมาะกับธุรกิจออนไลน์ของคุณ By Boxme
ในยุคที่ธุรกิจออนไลน์เติบโตอย่างรวดเร็ว การจัดการสินค้าและการส่งมอบที่มีประสิทธิภาพถือเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จ หลายธุรกิจเลือกใช้บริการ Fulfillment เพื่อช่วยลดภาระงานด้านคลังสินค้า การแพ็กสินค้า และการจัดส่ง แต่การเลือกผู้ให้บริการที่เหมาะสมไม่ใช่เรื่องง่าย หากเลือกผิดอาจทำให้ต้นทุนสูงขึ้นหรือกระทบต่อประสบการณ์ลูกค้า บทความนี้จึงรวบรวม 5 วิธีเลือกบริการ Fulfillment ที่จะช่วยให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณเติบโตอย่างมั่นคง

1.พิจารณาความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ของผู้ให้บริการ
ผู้ให้บริการ Fulfillment ที่มีประสบการณ์ในตลาด e-commerce จะเข้าใจความต้องการของร้านค้าออนไลน์มากกว่า เช่น การจัดการสินค้าที่มีรอบการขายสูงในช่วงโปรโมชั่น หรือการรองรับการคืนสินค้า (Return Management) การเลือกบริษัทที่มีผลงานและลูกค้าอ้างอิงจะช่วยเพิ่มความมั่นใจว่าธุรกิจของคุณอยู่ในมือที่ปลอดภั
2.ตรวจสอบระบบเทคโนโลยีและการเชื่อมต่อ
Fulfillment ที่ดีควรมีระบบจัดการคลังสินค้า (WMS) และระบบติดตามสถานะการจัดส่งที่เชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม e-commerce ของคุณ เช่น Shopify, Lazada หรือ Shopee การมีระบบที่ทันสมัยช่วยให้คุณตรวจสอบสต็อกแบบเรียลไทม์ ลดความผิดพลาด และเพิ่มความโปร่งใสในการทำงาน
3.วิเคราะห์ต้นทุนและโครงสร้างราคา
ต้นทุนเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม บริการ Fulfillment มักคิดค่าบริการตามพื้นที่จัดเก็บ ค่าบริการแพ็กสินค้า และค่าจัดส่ง คุณควรเปรียบเทียบราคาจากหลายผู้ให้บริการ พร้อมคำนึงถึงค่าใช้จ่ายแฝง เช่น ค่าบริการพิเศษในช่วงเทศกาล หรือค่าธรรมเนียมการคืนสินค้า เพื่อให้มั่นใจว่าต้นทุนสอดคล้องกับกำไรที่ตั้งเป้าไว้
4.ความยืดหยุ่นและการขยายตัว
ธุรกิจออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บริการ Fulfillment ที่ดีควรรองรับการขยายตัวของธุรกิจ เช่น การเพิ่มจำนวน SKU หรือการขยายตลาดไปต่างประเทศ หากผู้ให้บริการมีเครือข่ายคลังสินค้าหลายพื้นที่ จะช่วยให้คุณเข้าถึงลูกค้าได้เร็วขึ้นและลดค่าใช้จ่ายด้านการขนส่ง
5.คุณภาพการบริการลูกค้า
การจัดส่งที่รวดเร็วและถูกต้องคือสิ่งที่ลูกค้าคาดหวัง แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการบริการหลังการขาย เช่น การตอบคำถาม การแก้ไขปัญหาการจัดส่ง หรือการจัดการสินค้าคืน ผู้ให้บริการที่มีทีมซัพพอร์ตที่ตอบสนองไวและมีมาตรฐานสูง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสในการซื้อ

การเลือกบริการ Fulfillment ไม่ใช่แค่เรื่องของการลดภาระงาน แต่เป็นการลงทุนเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจออนไลน์ หากคุณพิจารณาตาม 5 วิธีที่กล่าวมา ทั้งด้านประสบการณ์ เทคโนโลยี ต้นทุน ความยืดหยุ่น และการบริการลูกค้า คุณจะสามารถเลือกพันธมิตรที่เหมาะสมที่สุด และสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับธุรกิจในระยะยาว
Boxme คือหนึ่งในผู้ให้บริการที่ได้รับการยอมรับในตลาด e-commerce และมีเครือข่ายครอบคลุมหลายประเทศซึ่งเป็นจุดแข็งทั้งด้านระบบจัดการคลังสินค้าอัจฉริยะ การเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์มออนไลน์หลากหลาย และทีมงานที่พร้อมดูแลธุรกิจตั้งแต่การจัดเก็บสินค้า การแพ็ก ไปจนถึงการส่งต่อให้กับขนส่งที่เป็นพาร์ทเนอร์ การมีพันธมิตรเช่นนี้จะช่วยให้คุณโฟกัสไปที่การสร้างยอดขายและการพัฒนาสินค้าได้เต็มที่ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องโลจิสติกส์
ธุรกิจ Fulfillment กับการเติบโตของ Cross-Border E-commerce ในปี 2026
ธุรกิจ Fulfillment กับการเติบโตของ Cross-Border E-commerce ในปี 2026
By Boxme
ปี 2026 กำลังกลายเป็นปีที่แบรนด์ไทยสามารถขยายตลาดไปต่างประเทศได้ง่ายที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยเฉพาะในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ยอดซื้อออนไลน์เติบโตอย่างต่อเนื่อง ปัจจัยสำคัญคือการขยายตัวของ Cross-Border E-commerce ที่ทำให้ผู้ซื้อในต่างประเทศเข้าถึงสินค้าไทยได้สะดวกขึ้นผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop พร้อมความต้องการสินค้าคุณภาพจากไทยที่เพิ่มสูงขึ้น
เพื่อรองรับโอกาสนี้ “ธุรกิจ fulfillment” มีบทบาทสำคัญอย่างมาก เพราะการขายข้ามประเทศต้องอาศัยระบบหลังบ้านที่แม่นยำและส่งสินค้าได้อย่างรวดเร็ว คลังก็ต้องพร้อม ระบบก็ต้องมีมาตรฐาน และทีมงานต้องเข้าใจการส่งออกเป็นพิเศษ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการจำนวนมากอาจไม่มีประสบการณ์โดยตรง การมีพาร์ตเนอร์ fulfillment จึงช่วยให้แบรนด์เริ่มขายต่างประเทศได้ง่ายขึ้นโดยไม่ต้องลงทุนสร้างโครงสร้างพื้นฐานเอง

หนึ่งในหัวใจหลักของการทำงานคือระบบ WMS (Warehouse Management System) ที่ช่วยตรวจสอบสต็อกแบบเรียลไทม์ ลดโอกาสสินค้า oversell รวมถึงจัดเส้นทางการจัดการสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้เมื่อตลาดออนไลน์กระจายอยู่หลายช่องทาง การทำงานแบบ Omni Channel ก็กลายเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยรวมคำสั่งซื้อจากหลายแพลตฟอร์มเข้าไว้ในระบบเดียว ลดงานซ้ำซ้อนและช่วยให้การบริหารสต็อกสำหรับต่างประเทศเป็นเรื่องง่ายขึ้น

สำหรับแบรนด์ไทยที่ต้องการเติบโตในตลาดต่างประเทศ การมีพาร์ตเนอร์ fulfillment ที่เข้าใจงาน Cross-Border และมีโครงสร้างรองรับ เช่น คลังสินค้าหลายประเทศ ระบบเชื่อมกับขนส่งระหว่างประเทศ และทีมที่ช่วยจัดการพิธีการศุลกากร จะช่วยให้การขายข้ามประเทศมีความเสถียรมากขึ้น ลดความผิดพลาด และเพิ่มประสบการณ์ที่ดีให้ลูกค้าในต่างประเทศ
Boxme ในฐานะผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์และธุรกิจ fulfillment ที่มีเครือข่ายในหลายประเทศทั่ว SEA พร้อมรองรับการขยายตัวของ Cross-Border E-commerce อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งระบบ WMS ขั้นสูง การจัดการ Omni Channel และโซลูชันการส่งออกแบบครบวงจร ช่วยให้แบรนด์ไทยสามารถเติบโตและแข่งขันในตลาดต่างประเทศได้อย่างมั่นใจในปี 2026
ขอบคุณข้อมูลจาก : terrestial
ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02-026-3165 หรือ > ขอรับใบเสนอราคา < กดที่นี่
ขายข้ามประเทศง่าย ๆ : โอกาสของแบรนด์ไทยในปี 2026
ขายข้ามประเทศง่าย ๆ
โอกาสของแบรนด์ไทยในปี 2026
By Boxme
ขายข้ามประเทศง่าย ๆ
โอกาสของแบรนด์ไทยในปี 2026
By Boxme
ปี 2026 ถูกคาดการณ์ว่าจะเป็นอีกปีทองของแบรนด์ไทยที่ต้องการขยายตลาดสู่ต่างประเทศ เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคทั่วโลกเปิดรับสินค้าเอเชียมากขึ้น โดยเฉพาะสินค้าจากไทยที่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพ ราคาเข้าถึงง่าย และมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นหมวดความงาม อาหารเสริม ไลฟ์สไตล์ หรือสินค้าแฟชั่น ส่งผลให้เทรนด์ Cross-Border E-commerce เติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นโอกาสสำคัญที่แบรนด์ไทยไม่ควรมองข้าม
อะไรที่ทำให้ Cross-Board E-commerce น่าสนใจ?
สิ่งที่ทำให้ปี 2026 น่าสนใจเป็นพิเศษ คือ โครงสร้างโลจิสติกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พัฒนาอย่างรวดเร็ว แพลตฟอร์มใหญ่ เช่น Shopee, Lazada, TikTok Shop และ Amazon เปิดโอกาสให้ผู้ขายจากไทยสามารถเข้าถึงลูกค้าในหลายประเทศได้ง่ายขึ้น รวมถึงมีระบบชำระเงินและการเก็บภาษีที่ชัดเจนขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการใหม่เริ่มขายต่างประเทศได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องความซับซ้อนเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม การขายไปต่างประเทศไม่ได้มีแค่โอกาส แต่ยังมีความท้าทาย เช่น การจัดการสต็อก การแพ็คสินค้าให้ได้มาตรฐานสากล และการประสานงานกับบริษัทขนส่งระหว่างประเทศ นี่คือเหตุผลที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่เริ่มมองหา ธุรกิจ Fulillment เพื่อช่วยรองรับการขยายตัวของออเดอร์ โดยบริการดังกล่าวสามารถช่วยตั้งแต่จัดเก็บสินค้า บริหารสต็อก แพ็คสินค้า ไปจนถึงจัดส่งแบบ cross-border ได้ในที่เดียว

สิ่งที่เกี่ยวข้องกันของธุรกิจ Fulfillment และ Cross-Board E-commcere
ธุรกิจ Fulfillment ที่มีการเชื่อมต่อกับระบบหลายแพลตฟอร์ม จะช่วยลดความผิดพลาดในการจัดการคำสั่งซื้อ ทำให้การขายในหลายประเทศเป็นเรื่องง่ายขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ขายสามารถกระจายสินค้าไปยังคลังในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้เวลาจัดส่งสั้นลงและแข่งขันกับผู้ขายท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อีกปัจจัยสำคัญคือความเร็วในการจัดส่ง ปี 2026 ลูกค้าต่างประเทศให้ความสำคัญกับสินค้าที่ “มาถึงเร็ว” มากกว่าเดิม หากแบรนด์ไทยสามารถจัดส่งได้ในเวลา 2–5 วัน จะสร้างความได้เปรียบอย่างมหาศาล การใช้บริการ fulfillment ที่มีเครือข่ายในหลายประเทศจึงเป็นกุญแจสำคัญในการเติบโต

ท้ายที่สุด การขายข้ามประเทศไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป หากแบรนด์มีการวางแผนที่ดี เลือกตลาดที่เหมาะสม และใช้เครื่องมือสนับสนุนที่ถูกต้อง ปี 2026 จะเป็นปีแห่งโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยที่พร้อมก้าวสู่เวทีโลก และการเลือกพาร์ตเนอร์ด้านโลจิสติกส์หรือ ธุรกิจ fulillment ที่เชี่ยวชาญ จะช่วยให้การขยายธุรกิจต่างประเทศเป็นเรื่องมั่นคงและยั่งยืนยิ่งขึ้น
สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านไหนที่กำลังมองหาตัวช่วยจัดการ ธุรกิจ E-commerce หรือร้านค้าออนไลน์ของท่าน คลังสินค้า Boxme Thailand ให้บริการทั้งการจัดเก็บสินค้า พร้อมแพ็คและจัดส่ง ให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณง่ายในการจัดการมากขึ้น และกรณีที่ท่านจัดการเองไม่ไหว ไม่มีเวลามากพอในการทำ และต้องการระบบในการช่วยจัดการปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งทางเรามีระบบที่ช่วยบริหารร้านค้าออนไลน์ รวมทั้งระบบจัดการช่องทางการขายช่วยซัพพอร์ต สามารถปรึกษาทางเราได้จากช่องทางการติดต่อข้างล่างได้เลยครับ
ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02-026-3165 หรือ > ขอรับใบเสนอราคา < กดที่นี่
คลังสินค้าอัตโนมัติคืออะไร? และทำไมทุกธุรกิจต้องเริ่มสนใจเทรนด์นี้
คลังสินค้าอัตโนมัติคืออะไร? และทำไมทุกธุรกิจต้องเริ่มสนใจเทรนด์นี้ By Boxme
คลังสินค้าอัตโนมัติคืออะไร? และทำไมทุกธุรกิจต้องเริ่มสนใจเทรนด์นี้ By Boxme
ในยุคที่การแข่งขันบนแพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆรุนแรงมากขึ้นกว่าเดิมไม่ว่าจะธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง ไปจนถึงแบรนด์ขนาดใหญ่ ต่างพยายามเข้าสู่การขายออนไลน์มากขึ้นและเมื่อยอดขายเพิ่ม สิ่งที่ตามมาแน่นอนก็คือ “ปริมาณพัสดุ” ที่ต้องจัดการมากขึ้นแบบก้าวกระโดด
แต่ความท้าทายสำคัญคือ หลายธุรกิจยังใช้ระบบคลังสินค้าแบบเดิมที่ ทำงานด้วยมือเป็นหลัก(Manual Process) ซึ่งทำให้เกิดปัญหาเดิม ๆ ยกตัวอย่างเช่น
- การแพ็คสินค้าผิดออเดอร์
- สินค้าขาด/เกินจำนวน
- สต็อกคลาดเคลื่อน
- ออเดอร์ส่งช้าเพราะเช็คของไม่ทัน
- การจัดเก็บไม่เป็นระบบ ทำให้หาไม่เจอในช่วงพีค

ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจาก “ข้อผิดพลาดของมนุษย์” ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก โดยเฉพาะเมื่อไม่มีระบบอัตโนมัติเข้ามาช่วยซัพพอร์ตการทำงานในคลังสินค้าจึงทำให้หลายแบรนด์เริ่มหันมามองว่า การมีคลังสินค้าอัตโนมัติ คือหัวใจสำคัญของการเติบโตบนโลกออนไลน์ในยุคนี้
ประโยชน์ของคลังสินค้าอัตโนมัติ
1.ลดข้อผิดพลาดจากมนุษย์ (Human Error)
การสแกนโดยใช้ระบบ WMS(Warehouse Management System) ตั้งแต่การตรวจความถูกต้องและตรวจสอบจำนวนของสินค้า,การหยิบสินค้าตามออเดอร์ที่กำหนด,และการจับคู่คำสั่งซื้อแบบอัตโนมัติช่วยลดโอกาส “แพ็คผิด / ส่งผิด” ได้อย่างมาก
2.จัดการสต็อกได้อย่างแม่นยำแบบ real-time
ระบบจะช่วยอัปเดตจำนวนของสินค้าอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่เกิดปัญหาสินค้าคลาดเคลื่อนหรือ oversell บนหลายแพลตฟอร์ม
3.เพิ่มความเร็วในการจัดการออเดอร์
ขั้นตอน Picking และ Packing ทำงานได้รวดเร็วขึ้น เพราะระบบจะช่วยบอกตำแหน่งของสินค้าที่อยู่ในคลัง จัดลำดับงาน และจัดลำกับของคิวออเดอร์ให้อัตโนมัติ
4.รองรับยอดสั่งซื้อปริมาณมากในช่วงวันพีค
ระบบของคลังสินค้าอัตโนมัติจะทำให้คลังสามารถขยายกำลังการผลิตได้ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มแรงงานจำนวนมาก
5.ลดต้นทุนการดำเนินงานระยะยาว
ถึงแม้ว่าจะลงทุนกับระบบด้วยจำนวนเงินที่สูงในช่วงแรกแต่ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติจะช่วยลด ค่าแรงและช่วยลดเวลาที่ต้องเสียไปกับการแก้ไขปัญหารวมถึงลดความสูญเสียจากสต็อกหรือการส่งผิด
6.ช่วยให้ธุรกิจโฟกัสที่การขายมากขึ้น
เพราะหลังบ้านของแบรนด์จะมีระบบจัดการสต็อกและคำสั่งซื้อ อย่างเช่น Omni sell ซึ่งจะคอยช่วยในการรวบรวมและจัดการคำสั่งซื้อรวมถึงสินค้าทั้งหมดภายในคลังสินค้า ทำให้มีเวลามากขึ้นในการโฟกัสกับยอดขายและการทำการจลาดได้โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องการจัดการสินค้า

ด้วยเหตุนี้ธุรกิจออนไลน์จำนวนมากจึงเริ่มเลือกใช้คลังสินค้าอัตโนมัติเข้ามาช่วย เพื่อให้การจัดการพัสดุในทุกขั้นตอน “เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และพร้อมรองรับการเติบโตได้จริง”
เมื่อมองภาพรวมทั้งหมด จะเห็นได้ชัดว่าคลังสินค้าที่มีระบบอัตโนมัติไม่เพียงช่วยลดข้อผิดพลาด เพิ่มความแม่นยำ และเร่งความเร็วในการจัดการออเดอร์เท่านั้น แต่ยังทำให้ธุรกิจสามารถรองรับช่วงยอดพุ่งได้อย่างมั่นใจ ลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการมีเวลาทุ่มไปกับการสร้างยอดขายมากขึ้น
สนใจบริการ Fulfillment
ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02-026-3165
หรือ > ขอรับใบเสนอราคา < กดที่นี่
SME ไทยกับการปรับตัวสู่ Digital Supply Chain 2026
SME ไทยกับการปรับตัวสู่ Digital Supply Chain ปี 2026 By Boxme
ในปี 2026 โลกธุรกิจไทยกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่ต้องแข่งขันในตลาดที่มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงระดับโลกมากขึ้น การปรับตัวเข้าสู่ Digital Supply Chain จึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถอยู่รอดและเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ทำไม SME ต้องก้าวสู่ Digital Supply Chain?
การจัดการห่วงโซ่อุปทานแบบดั้งเดิมมักมีข้อจำกัดด้านข้อมูล ความล่าช้า และต้นทุนสูง แต่เมื่อเข้าสู่ Digital Supply Chain ธุรกิจสามารถใช้เทคโนโลยี เช่น AI, IoT และ Big Data เพื่อเชื่อมโยงทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ การผลิต ไปจนถึงการจัดส่งถึงมือลูกค้าแบบเรียลไทม์ สิ่งนี้ช่วยให้ธุรกิจ SME สามารถลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำ และสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้าได้มากขึ้น

เทรนด์สำคัญสำหรับ SME ในปี 2026
- Automation และ AI : ระบบอัตโนมัติช่วยลดความผิดพลาดและเพิ่มความเร็วในการดำเนินงาน
- Green Logistics : การจัดการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่
- Cross-border E-commerce : SME ไทยมีโอกาสขยายตลาดไปยังต่างประเทศได้ง่ายขึ้นด้วยการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน Digital Supply Chain
- Customer Experience : ลูกค้าคาดหวังการติดตามสถานะสินค้าแบบโปร่งใสและรวดเร็ว ซึ่งระบบดิจิทัลสามารถตอบโจทย์ได้
ความท้าทายที่ SME ต้องเผชิญ

แม้ว่า Digital Supply Chain จะเปิดโอกาสมากมาย แต่ SME ไทยยังต้องเผชิญกับความท้าทาย เช่น การลงทุนด้านเทคโนโลยีที่สูง การขาดบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัล และการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมองค์กรให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์และการใช้แพลตฟอร์มที่เหมาะสมสามารถช่วยลดอุปสรรคเหล่านี้ได้
สรุป
ปี 2026 จะเป็นปีที่ SME ไทยต้องเร่งปรับตัวเข้าสู่ Digital Supply Chain เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน การลงทุนในเทคโนโลยีและการพัฒนาทักษะบุคลากรจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจไปข้างหน้า และทำให้ SME ไทยสามารถยืนหยัดในตลาดโลกได้อย่างมั่นคง
สำหรับเจ้าของธุรกิจท่านไหนที่กำลังมองหาตัวช่วยจัดการ ธุรกิจ E-commerce หรือร้านค้าออนไลน์ของท่าน คลังสินค้า Boxme Thailand ให้บริการทั้งการจัดเก็บสินค้า พร้อมแพ็คและจัดส่ง ให้ธุรกิจออนไลน์ของคุณง่ายในการจัดการมากขึ้น และกรณีที่ท่านจัดการเองไม่ไหว ไม่มีเวลามากพอในการทำ และต้องการระบบในการช่วยจัดการปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งทางเรามีระบบที่ช่วยบริหารร้านค้าออนไลน์ รวมทั้งระบบจัดการช่องทางการขายช่วยซัพพอร์ต สามารถปรึกษาทางเราได้จากช่องทางการติดต่อข้างล่างได้เลยครับ
ขอบคุณข้อมูลจาก >>> pharmconnection
สนใจระบบเชื่อมต่อคำสั่งซื้อจากทุกช่องทางในหน้าเดียว
ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02-026-3165 หรือ > ขอรับใบเสนอราคา < กดที่นี่




