ธุรกิจ B2B กับ B2C แตกต่างกันอย่างไรบ้าง?
เคยสงสัยกันหรือไม่? ว่าร้านค้า B2B กับ B2C ที่ได้ยินมาบ้างมีหมายความว่าอย่างไร มีความสำคัญกับธุรกิจไหม? วันนี้ Boxme จะมาอธิบายถึงความแตกต่างของสองโมเดลนี้ ที่ทุกธุรกิจ E-commerce จำเป็นต้องรู้ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น!

โมเดลธุรกิจ B2B กับ B2C
B2B ย่อมาจาก Business to Business กับ B2C คือ Business to Customer เกิดขึ้นจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นตามกาลเวลา เมื่อแรกเริ่มสร้างธุรกิจมักจะเริ่มด้วยโมเดลแบบ B2C จากร้านค้ามาสู่ผู้บริโภครายย่อย ซึ่งจะเห็นได้มากมายตามท้องตลาด อย่าง supermarket ทั่วไป ตลาด ร้านค้าปลีก ส่วน B2B มักเป็นผลพวงจากธุรกิจที่เติบโตขึ้นมาก จนสต๊อกสินค้าเป็นจำนวนมาก และขายให้กับธุรกิจร้านค้าเช่นกัน หรือเป็นโมเดลธุรกิจของผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าเอง เป็นเจ้าของธุรกิจ ยกตัวอย่าง B2B ที่เรารู้จักกันดีอย่าง Makro ร้านค้าส่ง โรงงานผลิตสินค้า OEM เป็นต้น โดยราคาขายส่งล็อตเยอะ ๆ มักจะถูกกว่าราคาปลีก ซึ่งเหมาะสมกับร้านค้าที่ต้องการสต๊อกสินค้าในจำนวนมาก เพื่อนำไปขายปลีก ให้แก่ลูกค้ารายย่อยอีกทอดหนึ่ง

ลักษณะเด่นของธุรกิจ B2B
- การติดต่อซื้อขายสินค้า และบริการของธุรกิจแบบ B2B จะเกิดขึ้นระหว่างเจ้าของธุรกิจ-เจ้าของธุรกิจทั้ง 2 ฝ่าย
- วัตถุประสงค์ของการซื้อสินค้าและบริการ เพื่อนำไปทำธุรกิจของตัวเอง เช่น ซื้อสินค้าจากผู้ผลิตไปขายในร้านค้าปลีกของตัวเอง หรือซื้อสินค้าของธุรกิจหนึ่งไปเป็นวัตถุดิบของธุรกิจตัวเอง
- การซื้อขายระหว่างคู่ธุรกิจทั้งสองฝ่าย จะมีการทำเป็นเอกสารซื้อขายล่วงหน้า
- ราคาขายของธุรกิจ B2B มักมีราคาที่ต่ำกว่าการขายสินค้าและบริการให้แก่ผู้บริโภค แต่ก็จะมีปริมาณในการซื้อต่อครั้งที่มากกว่า
ตัวอย่างธุรกิจ B2B ก็มีตั้งแต่ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกำการผลิต เช่น โรงงานผลิตสินค้า OEM ที่ผลิตสินค้าตามแบบของเจ้าของธุรกิจซึ่งเป็นลูกค้า เพื่อนำไปขายต่อให้แก่ผู้บริโภค หรือธุรกิจประเภทบริการ เช่น ธุรกิจทัวร์ท่องเที่ยวต่างประเทศ ที่ขายให้กับนายหน้า หรือบริษัท Agency ที่เป็นคนไปหาลูกค้ามาซื้อบริการทัวร์อีกทีนึง
ซึ่งจะเห็นได้ว่า ประเภทธุรกิจที่ดำเนินการแบบ B2B ก็ไม่ได้มีความแตกต่างไปจากธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภคโดยตรง แต่จะต่างกันที่ผู้ซื้อและผู้ขาย และวัตถุประสงค์ของการซื้อสินค้าและบริการ ตามลักษณะเด่นของรูปแบบธุรกิจแบบ B2B นั่นเอง

ความแตกต่างระหว่างธุรกิจ B2B VS B2C
สำหรับความแตกต่างของ B2B และ B2C มีข้อแตกต่างของธุรกิจทั้งสองรูปแบบ ดังนี้
การติดต่อซื้อขายสินค้า และบริการของธุรกิจแบบ B2C เกิดขึ้นระหว่างเจ้าของธุรกิจกับผู้บริโภค ในขณะที่ B2B เกิดขึ้นระหว่างเจ้าของธุรกิจกับเจ้าของธุรกิจ
วัตถุประสงค์ของการซื้อสินค้าและบริการแบบธุรกิจ B2C เพื่อนำไปใช้ในการอุปโภคบริโภค แต่ไม่ได้เป็นการซื้อเพื่อนำไปขายต่อ หรือเพื่อใช้ประกอบธุรกิจของตัวเอง
ผู้ขายกับผู้บริโภคหรือ End Users จะมีความใกล้ชิดกัน สามารถรับทราบความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น เนื่องจากการทำ ธุรกิจแบบ B2C สามารถสื่อสารกันได้โดยตรงง่ายกว่าธุรกิจแบบ B2B
ราคาขายของธุรกิจ B2C มักมีราคาที่สูงกว่า เนื่องจากมีปริมาณในการซื้อต่อครั้งที่น้อยกว่าการขายในลักษณะขายส่งแบบธุรกิจในรูปแบบ B2B

ลักษณะเด่นของธุรกิจ B2C
1.ธุรกิจร้านสะดวกซื้อ
ยกตัวอย่างเช่น ร้านสะดวกซื้อที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีเช่น 7-11 นับเป็นธุรกิจรูปแบบ B2C ที่เห็นได้อย่างชัดเจน สินค้าและบริการต่าง ๆ ออกแบบมาเพื่อขายให้กับผู้บริโภคทั่วไป ราคาขายของสินค้าและบริการทั่วไปมีราคาเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้ยังมีร้านขายของชำ ก็นัว่าเป็นหนึ่งในธุรกิจแบบ B2C เหมือนกัน เช่น ธุรกิจห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ตอย่าง Tesco Lotus หรือ Big C นอกจากนี้ยังมี Makro ที่ขายสินค้าและบริการทั้งในรูปแบบของ B2C และ B2B อีกด้วย ที่เน้นขายสินค้าในปริมาณมาก ๆ แต่ก็มีราคาต่อชิ้นที่ต่ำกว่า
2.ธุรกิจร้านอาหาร
แน่นอนว่าธุรกิจร้านอาหารหลาย ๆ แห่งเป็นธุรกิจในรูปแบบ B2C เช่นกัน โดยวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อการขายสินค้าและบริการให้กับผู้บริโภคทั่วไป
3.ธุรกิจขายสินค้าออนไลน์
เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงคุ้นเคยกับร้านค้าออนไลน์กันเป็นอย่างดีอยู่แล้ว และมักจะมีบางร้านที่เปิดรับสมัครตัวแทนขายสินค้าจากเจ้าของแบรนด์อีกทอดหนึ่ง ซึ่งการที่เรานำสินค้าจากแบรนด์ต่าง ๆ มาขายให้แก่ผู้บริโภค นั่นแหละคือการทำธุรกิจในรูปแบบ B2C ในขณะที่เจ้าของแบรนด์ หรือเจ้าของสินค้าและบริการที่ขายให้กับเรา ก็จะเป็นผู้ประกอบธุรกิจในรูปแบบ B2B นั่นเอง

หลังจากที่เราทราบว่า B2B กับ B2C คืออะไร มีความแตกต่างกันอย่างไรแล้ว เราควรที่จะทราบถึงประโยชน์ที่ได้รับของโมเดลทางธุรกิจดังกล่าว ว่ามีประโยชน์และข้อดีอะไรบ้าง ที่สำคัญที่สุดคือการวางแผนการตลาดที่เหมาะสมในแต่ละโมเดลธุรกิจ เนื่องจากทั้ง B2B และ B2C นั้น ต้องมีการคิดกลยุทธ์ต่าง ๆ เพื่อให้เกิดผลสำเร็จทางธุรกิจนั่นเอง…
Boxme Fulfillment ระบบคลังสินค้าออนไลน์
รองรับทั้งธุรกิจ B2B และ B2C ได้แล้ววันนี้!!
ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02-026-3165 หรือ > ขอรับใบเสนอราคา < กดที่นี่
7 กลยุทธ์เด็ดมัดใจขาประจำ! ให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำทำยังไง?
“ลูกค้าเก่ากลับมาซื้อซ้ำ และแนะนำบอกต่อ” นับเป็นความภูมิใจอันดับหนึ่งของคนค้าขายออนไลน์เลยก็ว่าได้ เมื่อมีลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าจากทางร้านไป กลับมาซื้อซ้ำ แถมแนะนำบอกต่อ นอกเหนือจากสินค้ามีคุณภาพดี ราคาถูกแล้ว ก็ยังมีมากมายหลายเหตุผลที่จะทำให้ลูกค้าที่คุณรักกลับมาซื้อซ้ำ แล้วกลายมาเป็นลูกค้าประจำ วันนี้เราจะมาเสนอ 10 กลยุทธ์ เรียกลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ เพิ่มลูกค้าประจำ ทำยังไงได้บ้าง ไปอ่านกันเลย!!
1.รักษามาตรฐานของร้านเป็นสิ่งสำคัญ
เหตุผลหลัก ๆ ที่จะทำให้ลูกค้าใหม่ตัดสินใจซื้อ นั่นก็คือ ‘คอมเมนท์รีวิวที่ดี’ เนื่องจาก Customer Review มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ หากร้านค้ามีรีวิวที่ดี เชิงแนะนำและบอกต่อ แน่นอนว่ายิ่งเพิ่มทั้งลูกค้าหน้าใหม่ และสร้างลูกค้าประจำได้แน่นอน ดังนั้นการสร้าง First Impression ให้กับลูกค้าเป็นสิ่งสำคัญในการซื้อซ้ำ บอกต่อ ซึ่งสามารถทำได้ง่าย ๆ เพียงแค่รักษามาตรฐานทั้งครั้งแรก และครั้งถัด ๆ ไป แค่นั้นเอง หากร้านค้าสามารถเปิดโอกาสให้ลูกค้าเก่าสามารถส่งรีวิวสินค้าหรือบริการได้ ก็จะเป็นช่องทางที่จะให้ลูกค้าใหม่ได้พิจารณาก่อนตัดสินใจซื้อ

2. ตอบเร็ว จัดส่งเร็ว เพื่อสร้างความประทับใจ
พื้นฐานของแอดมินร้านที่ดี คือตอบเร็ว ใส่ใจลูกค้า บอกเลยว่าได้ใจลูกค้าไปครึ่งทางแล้ว! ต่อให้สินค้าดีแค่ไหน แอดมินไม่น่ารัก ก็ขายไม่ออกอยู่ดี ดังนั้นการสร้างความประทับใจให้กับร้าน ด่านแรกคือการมีแอดมินเพจที่เป็นมิตรและใส่ใจ ยิ่งร้านมีการจัดส่งที่รวดเร็ว ก็จะยิ่งสร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือ รับรองว่าลูกค้าต้องติดใจและกลับมาซื้อซ้ำอีกแน่นอน

3.พัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
สิ่งสำคัญในการมัดใจลูกค้าให้ติดหนึบแบรนด์ของคุณอย่างต่อเนื่องไปเรื่อย ๆ คือ การพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยการนำข้อเสนอแนะ คำติชม ไปปรับปรุงสินค้าหรือบริการให้มีคุณภาพมากขึ้น เพราะการรักษาภาพลักษณ์และคุณภาพสินค้าหรือบริการของร้านก็เป็นสิ่งที่ทำให้ลูกค้าประจำไม่เปลี่ยนใจซื้อร้านอื่นง่าย ๆ นั้นเอง
4. กดสั่งง่าย ได้ของเร็ว
การอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้ซื้อเป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างความประทับใจระหว่างการซื้อขาย ซึ่งการเลือกช่องทางขายหรือช่องทางการพูดคุยก็มีผลเช่นกัน ตัวอย่างเช่นการลงขายสินค้าผ่านทาง Marketplace เช่น Shopee, Lazada ที่มีการใช้งานง่าย กดสั่งง่าย และวิธีชำระเงินง่ายอีกด้วย นอกจากนี้ หากร้านค้ามีการขายผ่าน Marketplace ดังกล่าว การได้เป็นร้านค้าแนะนำยิ่งสำคัญ ดังนั้นการรักษามาตรฐานของร้าน มีการแพ็คแน่นหนา จัดส่งรวดเร็ว ก็เป็นอีกหนึ่งเหตุผลที่จะทำให้ลูกค้ากดสั่งซื้อซ้ำนั่นเอง

(รูปภาพประกอบจาก: www.bkktip.com)
5. ระบบจัดการร้านดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
ยิ่งระบบจัดการร้านดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้นเท่านั้น หากลองคิดมุมกลับกัน ไม่ว่าสินค้าจะดีแค่ไหน แต่ระบบจัดการร้านแย่ ตอบแชทไม่ทัน ส่งของช้า ลูกค้าคงหนีไปซื้อเจ้าอื่นแน่ ๆ ดังนั้นหากระบบจัดการร้านดี มีระบบดูสต๊อกสินค้า และจัดการรีพอร์ตได้อย่างแม่นยำ ยิ่งเพิ่มอัตราการบอกต่อซื้อซ้ำ แถมยังเพิ่มกำไรจากรีพอร์ตที่มีประสิทธิภาพอีกด้วย!
6. ส่ง Tracking SMS ให้กับลูกค้าทันทีหลังจัดส่ง
ร้านไหนที่ใช้ระบบนี้อยู่ บอกได้เลยว่าถูกใจทั้งผู้ขายและผู้ซื้อ! ไม่ต้องเสียเวลาย้อนส่งเลขพัสดุให้กับลูกค้า หมดปัญหาส่งเลขพัสดุผิด ๆ ลูกค้าไม่วีนเรื่องส่งช้าอีกต่อไป กลับพึงพอใจที่ได้รับเลขพัสดุเป็นรูปแบบ SMS คลิกเดียวก็เช็คของได้เลย บอกเลยว่า ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำแน่นอน!

7. เน้นการตลาด ให้เรื่องปวดหัวเป็นหน้าที่ของเราแทน
จะดีกว่าไหม ถ้าให้ขั้นตอน แพ็ค จัด ส่ง เป็นหน้าที่ของเรา แล้วเอาเวลาไปทำการตลาดหาลูกค้า เพิ่มยอดขาย รวมทั้งปรับปรุงบริการหลังการขายมัดใจให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ สำหรับร้านค้าที่กำลังมองหาผู้ให้บริการแพ็คและจัดส่งสินค้า Boxme เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สามารถให้บริการและตอบโจทย์ปัญหาในการแพ็ค จัด ส่ง สินค้าของคุณได้อย่างครบถ้วน หากคุณกำลังประสบปัญหาหรือมองหาบริการดังกล่าวอยู่ วางใจให้เราบริการในเรทค่าบริการตามจริง ปรับยืดหยุ่นได้ตามธุรกิจของคุณแบบไม่มีข้อผูกมัด ลดปัญหาจุกจิกน่าปวดหัว แถมเพิ่มยอดขายได้อีกด้วย!!
> อ่านเพิ่มเติม ใช้บริการคลังสินค้า ดีกว่าแพ็คส่งเองจริงเหรอ??

ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02-026-3165 หรือ > ขอรับใบเสนอราคา < กดที่นี่
5 ข้อควรรู้ ส่งของไปต่างประเทศง่าย ๆ ฉบับประหยัดงบน้อย!
หากคุณเป็นเจ้าของธุรกิจและเปิดร้านค้าออนไลน์อยู่ ในบางครั้งอาจมีลูกค้าชาวต่างชาติติดต่อเข้ามาให้ส่งของไปยังต่างประเทศ แต่คุณยังไม่เคยมาก่อน และไม่รู้ว่าจะต้องไปส่งที่ไหน? หรือเคยหาข้อมูลแล้วแต่สู้ค่าส่งไม่ไหว ทำให้ปิดการขายไม่ได้ ไม่ต้องกังวล! วันนี้เราจะแนะนำ 5 ขั้นตอน ส่งของไปต่างประเทศง่าย ๆ แถมค่าส่งถูกกว่าเดิม! ทำยังไงไปดูกัน..
เพิ่มยอดขาย มัดใจลูกค้า ด้วยบริการ Tracking SMS Service
บริการ Tracking SMS service
Shipjung เปิดตัวบริการ ‘ส่งเลขพัสดุให้ผู้รับปลายทางได้ทันที ทาง SMS 📲’
ถึงมือลูกค้าคนสำคัญของคุณแบบอัตโนมัติ พร้อม Link เช็คสถานะพัสดุแบบ Realtime
แก้ปัญหาจุกจิกเสียเวลาด้วยบริการส่งเลขพัสดุให้ผู้รับปลายทางได้ทันที
ให้การจัดส่งเลขพัสดุลูกค้าได้รับง่าย ๆ ไม่วุ่นวายอีกต่อไป!
หมดปัญหา ของล้นบ้าน แพ็คไม่ไหว ส่งไม่ทัน ด้วยบริการ 4S services จาก Boxme Thailand
หากคุณกำลังประสบปัญหา เหล่านี้อยู่ ….
ขายของพรีออเดอร์ ต้องส่งของให้ลูกค้าล็อตละหลักพันหลักหมื่นชิ้น บ้านไม่มีทางเดินกลายเป็นที่สต๊อกสินค้า ของเข้าหลายล็อตพร้อมกัน แพ็คไม่ทัน ทำให้จัดส่งสินค้าไม่ตรงตามกำหนด ต้องจ้างคนงานรายวันมาช่วยแพ็คทำให้แพ็คผิดบ่อย ๆ แพ็คหัวหมุนแล้วก็ยังต้องมาตามขนส่งให้เสียเวลา ปัญหาเหล่านี้จะหมดไป เมื่อได้รู้จักกับระบบ 4S Services ที่จะช่วยให้คุณทำงานง่ายขึ้น งานเสร็จทันตามกำหนด ไม่ต้องเสียเวลาแพ็ค แม้จะ Work from home ก็มีของพร้อมส่ง! ทำได้อย่างไร ไปดูกัน..
ธุรกิจ E-commerce ในยุค Covid-19 ระลอกใหม่ปรับตัวอย่างไรบ้าง
เป็นเวลานับปีแล้วที่สถานการณ์ Covid 19 ได้เข้ามามีอิทธิพลกับชีวิตเรา ไม่เพียงแต่กระทบกับธุรกิจร้านค้าเท่านั้น แต่ก็ส่งผลทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิงเช่นกัน แม้ว่าสถานการณ์จะดีขึ้นในปลายปี 2020 ในขณะที่ผู้คนเริ่มกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติ แต่แล้วสถานการณ์กลับแย่ลงอีกครั้งเมื่อเกิดการระบาดระลอกใหม่ของ Covid-19 ในประเทศไทย อย่างไรแล้วผลกระทบที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือ ‘ธุรกิจออฟไลน์’ ทั้งร้านค้าปลีก หรือร้านขายของทั่วไปรวมไปถึงธุรกิจ E-commerce ที่ต้องการเติบโตต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ผู้บริโภคกันอย่างไรบ้าง?

มองหาความต้องการของผู้บริโภคยุคนี้
เป็นโอกาสที่ดีที่ธุรกิจ E-commerce ในยุคนี้ ไม่ว่าจะก่อนหรือหลัง Covid-19 เห็นได้ชัดว่ายังมีการเติบโตที่มากขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังเกตุจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่มีความต้องการการช้อปปิ้งออนไลน์เพิ่มขึ้นสูงมาก อัตราการกดเงินสดลดลงอย่างรวดเร็ว แต่การทำธุรกรรมทางออนไลน์กลับเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

มองหาแพลตฟอร์มที่ใช่สำหรับขายสินค้า
การเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคดังกล่าวเป็นสิ่งหนึ่งที่มีผลต่อธุรกิจ พฤติกรรมการซื้อของออนไลน์ E-Commerce ทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ในทุก ๆ แพลตฟอร์ม ท่ามกลางวิกฤตดังกล่าว อาจทำให้ผู้บริโภคไม่สามารถกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง ทำให้อัตราการเลือกซื้อของที่หน้าร้านลดลง และผู้บริโภคหันมาช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้นอย่างแน่นอน

มองหาไอเดียใหม่ ๆ จากผลิตภัณฑ์เดิม
การเตรียมความพร้อมรับมือกับผู้บริโภคที่มีความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาเป็นสิ่งสำคัญ จากที่เห็นได้ชัดว่าหลาย ๆ ธุรกิจอาจมียอดตกลงไปมาก จนต้องปิดตัวลง แต่อีกมุมนึงก็มีธุรกิจใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นมาและทำรายได้มหาศาลในช่วงข้ามคืนเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ร้าน ‘โคเรียดอง’ ซึ่งโดยปกติแล้วร้านทะเลดองที่มักเป็นแบบ delivery เท่านั้น ต้องจัดส่งในรูปแบบวันต่อวัน แต่ร้านนี้ได้มีการผลิตอาหารทะเลดองใส่กระป๋องแบบจัดส่งได้ทั่วประเทศด้วยขนส่งที่ควบคุมอุณหภูมิ และเก็บไว้ในตู้ได้ถึง 2 เดือน เป็นตัวอย่างที่ดี ที่เป็นความความแปลกใหม่ในอุตสาหกรรมอาหารที่นับว่าเป็นการปรับตัวตามผู้บริโภคในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี (ขอบคุณภาพประกอบจาก: koreadong โคเรียดอง)


ดังนั้นเจ้าของธุรกิจจึงต้องติดตามเทรนด์ธุรกิจในยุคนี้อยู่เสมอ เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเพียงชั่ว ข้ามคืนอยู่ที่ว่าธุรกิจใด จะเข้ามาจับตลาดได้ตรงจุด แปลกใหม่ และเกิดกระแสตอบรับอย่างล้นหลามตามมานั่นเอง..
ติดต่อเจ้าหน้าที่โดยตรง เพื่อขอรับรายละเอียดเพิ่มเติมโทร 02-026-3165 หรือ > ขอรับใบเสนอราคา < กดที่นี่
ส่งของให้ได้ทอง แบบไม่ต้องรอลุ้น! สะสมแต้ม แลกของรางวัล ประจำปี 2021!
ส่งของกับ Shipjung คุ้มกว่า! กลับมาอีกครั้งกับกิจกรรม Ship Point Reward สะสมแต้ม แลกของรางวัล ประจำปี 2021 ! ค่าส่งถูก รับของถึงบ้าน! ช่วยเก็บ แพ็ค ส่งกับ Boxme
ใช้บริการคลังสินค้า ดีกว่าแพ็คส่งเองจริงเหรอ??
ปัญหาหลักที่ร้านค้าออนไลน์ต้องเจอคือการจัดการสต๊อก บริการใหม่ที่เข้ามามีบทบาทในยุคนี้คือบริการคลังสินค้า แล้วบริการนี้ดีกว่าแพ็คเองจริงเหรอ
สัปดาห์ทอง!! Shipjung ลดแต้ม แลกของรางวัลประจำปี 2020
Shipjung ขอส่งท้ายปี เอาใจพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ผู้ใช้บริการ Shipjung ลดแต้มแลกของรางวัลก่อนหมดปี 2020 ในสัปดาห์ทอง!! เอาแต้มสะสมมาแลกเป็นของขวัญสุดคุ้มรับปีใหม่
12.12 ปีนี้ส่งของกับ J&T เพียง 12 บาท นาน 12 วัน!
ก่อนจะลาปี 2020 กันไป นอกจากมหกรรมการลดราคา 11.11 แล้ว ก็ยังมีอีกหนึ่งอีเว้นท์ที่เหล่านักช้อปทุกคน ไม่เว้นแต่พ่อค้าแม่ค้าก็ต่างเฝ้าคอยช่วงเวลานี้เช่นกัน! นั่นก็คือเทศกาลลดราคา 12.12 ที่ร้านค้าแต่ละร้านจะมีการจัดแคมเปญลดราคาสินค้าให้นักช้อปได้มาซื้อของกันในราคาที่ถูกและคุ้มสุด ๆ!
สำหรับเทศกาล 12.12 ปีนี้ ร้านค้าออนไลน์เตรียมเฮ! Shipjung และ Boxme Thailand จับมือกับ J&T Express บริษัทขนส่งที่มาแรงที่สุดในตอนนี้ ร่วมลดราคาค่าส่งเหลือเพียงเริ่มต้น 12 บาทนาน 12 วัน! ตั้งแต่วันที่ 7-18 ธันวาคม 2020 นี้
สำหรับใครที่ไม่ยังเคยใช้บริการขนส่งเจ้านี้ สามารถพูดได้ว่า J&T Express เป็นบริษัทขนส่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในช่วงปลายปี 2020 นี้ ด้วยบริการจัดส่งที่รวดเร็ว สามารถจัดส่งในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ในระยะเวลา 1 วัน และระหว่างจังหวัดโดยใช้เวลาเพียง 1-4 วัน และส่งถึงปลายทางในสภาพที่สมบูรณ์ เรียกได้ว่า J&T Express แทบจะไม่มีคอมเพลนเกี่ยวกับเรื่องการจัดส่งเลย
เงื่อนไขส่งของกับ J&T เริ่มต้น 12 บาทนาน 12 วัน!
- โปรโมชั่นนี้ ใช้สำหรับลูกค้า Shipjung เท่านั้น (คลิกเพื่อขอใช้งาน)
- ระยะเวลาโปรโมชั่นตั้งแต่วันที่ 7-18 ธันวาคม 2020
- ราคาเริ่มต้น 12 บาท สำหรับพัสดุที่มีน้ำหนัก 0-1 กิโลกรัม หรือขนาด กว้าง x ยาว x สูง ไม่เกิน 17x25x9 (หรือกล่องพัสดุมาตรฐานกล่อง B) เท่านั้น หากขนาดหรือน้ำหนักเกินกำหนดจะมีค่าบริการขนส่งตามเรทปกติ
- บริการเข้ารับพัสดุถึงที่บ้าน กำหนดขั้นต่ำการเข้ารับ 5 กล่องขึ้นไป หากจำนวนเข้ารับน้อยกว่า 5 กล่อง จะมีค่าบริการเข้ารับจาก J&T Express 10 บาทต่อกล่อง
- เงื่อนไขอื่น ๆ สามารถสอบถามกับเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง
สอบถามการใช้บริการขนส่ง J&T Express หรือบริษัทขนส่งอื่น ๆ ในช่วง 12.12









